วิเคราะห์ราคาทองคำ โดย คลาสสิกโกลด์ฯ CGF (14-11-14 | 09:13)
Today Strategy: Gold แกว่ง side way แนะนำ Trading ในกรอบแนวรับ แนวต้าน SET50 โอกาสยังคง 50/50 แต่กรอบการเคลื่อนไหวและความผันผวนของราคามากขึ้นพอเก็งกำไรได้ แนะนำให้ trading ในกรอบ 1,038-1,055 จุด และ follow ทันทีที่หลุดจากกรอบ
Key Factors
• Gold ราคาทองคำในตลาด COMEX ปิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.13 USDต่อออนซ์ปิดที่ 1,161.58 USDต่อออนซ์ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ออกมาที่ 290,000 รายมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 282,000 ราย ในด้านของปัจจัยพื้นฐานของราคาทองคำยังไม่สดใสนัก หลังสภาทองคำโลกเปิดเผยว่าอุปสงค์ทองคำทั่วโลกปรับตัวลง 2.5% จากปีก่อนหน้า แตะที่ 929.3 ตันในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี โดยอุปสงค์ทองรูปพรรณ ลดลง 4% ขณะที่การซื้อเหรียญและทองคำแท่งร่วงลง 21% แนวโน้มราคาทองคำในช่วงนี้ยังแกว่ง side way ออกทางด้านข้าง ซึ่งมีโอกาสที่จะเลือกทิศทางในวันนี้ โดยมีปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือ การประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของเยอรมัน, GDP ไตรมาส 3 ของยูโรโซน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐ กลยุทธ์แนะนำให้รอ follow เมื่อราคาเลือกทิศทาง
• ดัชนีดาวโจนส์ ปิดบวก 40.59 จุด ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยเมื่อวานนี้ขึ้นไปทำ all time high ที่ 17,705
• USD/THB ปิดที่ 32.78 บาทต่อUSD แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย สวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
• Oil ราคาน้ำมันดิบ Nymex ร่วงลง จากปัจจัยทางเทคนิคและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ และกลุ่มโอเปกยังไม่มีท่าทีที่จะลดปริมาณการผลิต
Market Movement
• Gold Gold ราคาทองคำปิดที่ 1,161.58 USDต่อออนซ์ เคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1,153 – 1,167 เช้าวันนี้ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 1,161 USDต่อออนซ์ คาดว่าจะมีแนวรับบริเวณ 1,150/1,140 แนวต้านบริเวณ 1,170/1,180
• USD/THB ปิดที่ 32.78 บาทต่อUSD เช้านี้อยู่ที่บริเวณ 32.81 บาทต่อUSD วันนี้ให้แนวต้านบริเวณ 32.9/33.0 ให้แนวรับบริเวณ 32.7/32.5
• ICE Brent ปิดที่ 77.92 USDต่อบาร์เรล วันนี้ให้แนวต้านบริเวณ 79.0/80.0 และให้แนวรับบริเวณ 77.5/76.0
Recommendations
ระยะสั้น : อยู่ในกรอบ 1,100 – 1,200 แนะนำ Trading Short
ระยะกลาง : อยู่ในกรอบ 1,000 –1,300 Trading Short
ระยะยาว : อยู่ในกรอบ 970 – 1,400 รอสะสม Long บริเวณ 970
Technical Commentary
• ภาพกราฟทางเทคนิค ราคาทองคำ 4 ชม. ราคาแกว่ง side way ในกรอบแคบ RSI อยู่บริเวณ 50 Macd อยู่บริเวณเส้น zero line ทำให้ราคามีโอกาสที่จะ breakout ได้ทุกเมื่อ
• Strategy : แนะนำรอ follow เมื่อราคา breakout
Key Point
Positive View( + )
• นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางทั่วโลก
• ความต้องการทองคำในตลาด Physical
• อินเดียเริ่มผ่อนคลายมาตรการนำเข้าทองคำ
Negative View( - )
• Fed ยุติมาตรการ QE นักลงทุนกังวลว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น
• ECB พร้อมใช้มาตรการ QE ซื้อพันธบัตร ABS
• ค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้น
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
• การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในสัปดาห์นี้
USD/THB
เงินบาทในกราฟรายวัน อ่อนตัวลงหลังไม่สามารถผ่านแนวต้านเดิมที่ 32.9 ไปได้ ตราบใดที่ยังไม่ผ่านแนวต้านดังกล่าวยังแนะนำให้ trading ในกรอบ
ให้แนวต้านบริเวณ 32.9 / 33.0
ให้แนวรับบริเวณ 32.7 / 32.5
Strategy: trading ในกรอบ
Exclusive News
เศรษฐกิจโลก IMF เรียกร้องให้ G-20 กระตุ้นเศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) เปิดเผยในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกประจำเดือน ต.ค.ว่า การฟื้นตัวที่เปราะบางและแตกต่างกัน ทำให้การยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่ม G-20 กลายเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งขึ้น สำหรับความเสี่ยงช่วงขาลงยังคงอยู่ที่ความตึงเครียดของสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ และการปรับฐานที่อาจจะเกิดขึ้นในตลาดการเงิน ภาวะเงินเฟ้อระดับต่ำและภาวะเงินฝืดในยูโรโซน ทั้งนี้ IMF ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจควรรับมือด้วยการคงนโยบายทางการเงินเชิงผ่อนคลายต่อไป ส่วนประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ควรมุ่งเน้นนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เพื่อสร้างกลไกในการรับแรงปะทะและเตรียมพร้อมสู่ภาวะความตึงตัวของการระดมเงินจากภายนอก
เศรษฐกิจสหรัฐ Fed นิวยอร์ก ชี้ควรขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า สวนทาง Fed ฟิลาเดลเฟีย ที่ต้องการขึ้นดอกเบี้ยโดยเร็ว ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) สาขานิวยอร์ก วิลเลียม ดัดลีย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่สหรัฐจะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ย เมื่อพิจารณาจากการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูงเกินไปและอัตราเงินเฟ้อที่ยังต่ำเกินไป อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะไปได้สวย เนื่องจากแรงปะทะต่าง ๆ ได้เบาบางลงแล้ว ซึ่งถ้าหากทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี การขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็อาจเกิดขึ้นได้ในปีหน้า แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายใด ๆ ของ Fed จะกระตุ้นให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่
เศรษฐกิจยุโรป เยอรมนีเผยเงินเฟ้อเดือน ต.ค.ยังอยู่ในระดับต่ำ เสี่ยงเผชิญภาวะเงินฝืด อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีในเดือน ต.ค.ยังคงอยู่ที่ระดับ 0.7% เทียบรายปีตามมาตรฐานยุโรป แต่ลดลง 0.3% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน และหากคำนวณตามมาตรฐานเยอรมนี เงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 0.8% ทรงตัวจากรายงานเบื้องต้น แต่ลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เนื่องจากราคาพลังงานลดลง 2.3% แต่ราคาอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.9% เป็นการตอกย้ำว่า ยูโรโซนยังคงเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในระดับต่ำเกินไปและเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดจนอาจกดดันให้ธนาคารกลางยุโรป(ECB) เพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหนุนเงินเฟ้อสู่ระดับ 2% ตามเป้าหมาย
เศรษฐกิจเอเชีย ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนในเดือน ต.ค.เพิ่มขึ้น 7.7% ชะลอลงจาก 8% ในเดือน ก.ย. และเพิ่มขึ้น 0.52% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน แต่ก็ชะลอลงจาก 0.91% ในเดือน ก.ย. โดยอัตราการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมในช่วง 10 เดือนแรกของปี ลดลงมาอยู่ที่ 8.4% เทียบกับ 8.5% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ทั้งนี้ ระดับการขยายตัวที่ 6.9% ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.2551
เศรษฐกิจเอเชีย ยอดค้าปลีกของจีนในเดือน ต.ค.ขยายตัว 11.5% เมื่อเทียบรายปี ชะลอลงจาก 11.6% ในเดือน ก.ย. และขยายตัวช้าลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ส่วนยอดค้าปลีกในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ปรับตัวขึ้น 12% สู่ระดับ 21.31 ล้านล้านหยวน (3.47 ล้านล้านดอลลาร์)
เศรษฐกิจเอเชีย แบงก์จีนคาด GDP ไตรมาส 4 จะขยายตัว 7.5% ธนาคารไชน่า เดวิลอปเมนท์ คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ของจีนในไตรมาสที่ 4 จะขยายตัว 7.5% จากปัจจัยบวกด้านมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ช่วยหนุนให้ GDP ขยายตัวได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล และประเมินว่า GDP ทั้งปีจะขยายตัว 7.4% โดยเตือนถึงความเสี่ยงของภาวะขาลงจากการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์, กำลังการผลิตส่วนเกิน และหนี้สาธารณะ
ตลาดทองคำ สภาทองคำโลก(WGC) เผยในรายงานประจำไตรมาส 3 ว่า อุปสงค์ทองคำลดลง 4% สู่ระดับ 534.2 ตัน แตะจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี โดยความต้องการเครื่องประดับมีค่าในจีนที่ปรับตัวลดลงได้บดบังอุปสงค์ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในอินเดีย ขณะที่การคาดการณ์ที่ว่าราคาทองอาจปรับตัวลดลงอีกและการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ส่งผลลบต่อความต้องการทองคำในไตรมาสที่ผ่านมาให้ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มาแตะที่ 929.3 ล้านตัน โดยอุปสงค์ทองคำของจีนร่วงลง 37% มาแตะ 182.7 ล้านตัน จากความต้องการเครื่องประดับทองคำที่ร่วงลง 39% สวนทางกับความต้องการทองในอินเดียที่ปรับตัวขึ้น 39% จากการซื้อเครื่องประดับที่ทะยานขึ้นถึง 60%
ตลาดน้ำมัน สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐในรอบสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 7 พ.ย. ลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 378.5 ล้านบาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบที่จุดส่งมอบน้ำมันเมืองคุชชิ่ง รัฐโอคลาโฮมา ปรับตัวขึ้น 1.704 ล้านบาร์เรล ด้านสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล แตะ 203.6 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่น รวมถึงฮีตติ้งออยล์และดีเซล ลดลง 2.8 ล้านบาร์เรล แตะ 116.9 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบหลายเดือน และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมัน เพิ่มขึ้น 1.7% สู่ระดับ 90.1%